TheSunR19 on WordPress

เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆๆเลย ก็เลยเอามาฝากให้อ่านกันนะครับ
 

 
คิม ฟุค   คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลัง
แตกตื่นหนีภัย
  แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ   แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนัง
ของเธอถึง
65 เปอร์เซ็นต์   เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 14 เดือน   และผ่านการผ่าตัดถึง
17
ครั้งกว่าจะหายเป็นปรกติ

เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน   ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิด
ขึ้นในปี
2515 เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ 3 ปี ต่อมา   ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลก
ภายนอกอีกเลย

แต่แล้ววันหนึ่งในปี 2539 คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม
เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่ม
คนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ
  ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่า
เธอให้ตายไปด้วยนั้น
  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนักแต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่าสงครามนั้น
ได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง

หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว   เธอก็ได้เผยความในใจว่า   มีเรื่องหนึ่งที่เธอ
อยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ

พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า   คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผย
ความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควร
พยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต"

เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ

เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง
เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ"
คิมเข้าไปโอบกอดเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย"

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์
ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ
  จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร

แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน   หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่น
เอง

"
ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้"
เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า

"
หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้น เรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"
เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้
  แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเรา
ได้"

เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน   แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจ
อย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า

"
ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น"

บทเรียนของ คิม ฟุค คือ ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เรา
สามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มา
ก็คือ "การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"

 

 
อ่านจบแล้วก็ทำให้จิตใจที่กำลังฟุ้งซ่าน กลับสงบลงได้อย่างน่าประหลาดใจ … ก็เลยอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ

Comments on: "mail forward : เรื่องของคิม ฟุค" (2)

  1. พอนเดอริง said:

    หัวใจที่แท้…ยากนักหยั่งได้
     
    ความคิด…ความรู้นั้นไซร้จักหา
     
    เหตุผลต่างต่างนานา…ออกอ้าง
     
    แต่จิต…กำหนดให้อยู่คงวา
     
    คือผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งนานา…ทั้งมวล
     
    ท่านชนะแร้วโรบิ้น…ฮาฮา  สมองยามดึกไหลไปได้จิงๆ  ให้ตายสิ  ฮาฮา  หวัดดีค่ะ  ตามมาเจอจนได้  ฮี่ๆ
     
    ปายนอนดีก่า  …  ฝันดี…ราตรีสวัสดิ์ค๊าบบบบบบบบ

  2. เค้ายังไม่ได้ทำงาน>>เรียนต่อน่ะ>>เพราะงั้นพี่ซันต่างหากที่ต้องเลี้ยงข้าวเพราะมีเงินเดือนแล้ว อิอิ
    ขอบคุณค่ะที่เข้าไปเม้นท์ไว้  แล้วก้ออยากถามว่านายกระจอกเนี่ยครายอ่า  อ่านแล้วเดายากเนอะเป็นเด็กเหนือแต่กำเนิดด้วยอ่า ^_^

ฝากคอมเมนต์ หรือคำแนะนำให้ด้วยนะครับ ^^

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: