TheSunR19 on WordPress

เรื่องสั้นหัดแต่งจากเจ้าของสเปซ อ่านแล้วช่วยติชมด้วยนะขอรับ (^___^)v
 

สวัสดีจ๊ะ
   เธอรู้ไหมว่าฉันดีใจมากนะที่เราได้รู้จักกัน นานมาแล้วฉันคิดนะว่า คงไม่มีใครหรอกที่อยากจะรู้จัก หรืออยากเป็นเพื่อนกับฉัน ฉันต้องอยู่คนเดียวมาตลอด เวลาไปไหนมาไหน ฉันก็ไปคนเดียว ได้แต่มองดูคนอื่นเขามีเพื่อนฝูงแวดล้อมอยู่ข้างๆกาย คงจะสนุกดีพิลึกนะ กับการที่มีเพื่อนๆคอยไปไหนมาไหนด้วยตลอดนะ ฉันเองก็ไม่เคยรู้สึกเหมือนกับเขาเหล่านั้นหรอก แต่ว่านะ เพื่อนของฉันก็มีนะ เขาเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่นาน เขาเองก็คงเหงา และไม่มีเพื่อนเหมือนกัน และเขาก็คงเห็นว่าฉันเป็นเหมือนเขา เขาก็เลยเข้ามาคุยกับฉัน เป็นเพื่อนฉัน แต่ว่านะ พอนานวันเข้า เขาก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น จนเดี๋ยวนี้นะ เขาไปกับเพื่อนกลุ่มใหม่ไปละ และไม่เคยเข้ามาทักทายฉันเหมือนเก่าอีกเลย ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่า ฉันทำอะไรผิด หรือทำอะไรให้เขาไม่พอใจรึเปล่า ฉันก็พยายามแล้วนะ แต่ก็อาจจะยังไม่ดีพอก็ได้ …
   วันเวลาของฉันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนฉันรู้สึกใจหาย ใจหายว่าฉันได้ผ่านอะไรมาบ้างรึเปล่า มีประสบการณ์ที่สนุกสนานเหมือนใครคนอื่นเขาบ้างหรือเปล่า ฉันเองก็ไม่แน่ใจ แต่เท่าที่จำได้ … ฉันก็อยู่คนเดียวมาตลอดเลย … จนตอนที่ฉันได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเธอไง ฉันยังจำวันแรกๆได้ดีทีเดียว วันนั้นฉันใส่กางเกงสีดำตัวใหญ่ กับเสื้อสีขาวตัวใหญ่ ใส่แว่นตา ผมเรียบแป้เลย ผิดกับคนตัวเล็กๆอย่างฉันไง ฉันตื่นเต้นมากเลยนะกับการที่จะได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย เพราะฉันตั้งใจว่าที่นี่เองที่ฉันจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ กับการมีเพื่อนใหม่ๆ และฉันจะเป็นคนใหม่ด้วย
   ฉันบอกกับตัวเองก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าสู่รั้วของมหาวิทยาลัยนะว่า "ถ้าเอ็งอยากมีเพื่อน เอ็งต้องหัดไปพูดคุยกับคนอื่นเขาก่อนมั่ง" นั่นเป็นคำที่ฉันนึกอยู่ในใจนะ ไม่ได้พูดออกมาหรอก และมันก็ทำให้ฉันเริ่มเข้าไปทักทายคนอื่นก่อนบ้าง และนั่นแหละ ทำให้ฉันเริ่มมีคนรู้จัก มีคนเห็นตัวตน ของฉันบ้างแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ได้รู้มาก่อนเลยนะว่าฉันได้ลืมสิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างไป แล้วฉันจะเฉลยให้เธอรู้ตอนท้ายๆนะจ๊ะว่าสิ่งนั้นคืออะไร ฉันก็ทักทายพูดคุยกับเพื่อนๆที่ฉันรู้จักเหมือนเดิม แต่ฉันก็ยังไม่มีเพื่อนที่เรียกได้ว่าเป็น "เพื่อน" จริงๆ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเลยนะ แต่ก็ไม่เคยเฉลียวใจนึกถึงมันด้วย เพราะแค่ทุกคนรู้ว่าฉันมีตัวตนอยู่ แค่นั้นฉันก็ดีใจมากแล้วละ
   จนวันนึง หลังจากสอบเสร็จ มีเพื่อนคนนึง มันก็ตะโกนอยู่หน้าห้อง "เฮ้ย เพื่อนๆ อย่าเพิ่งกลับนะ เดี๋ยวจะขอบริจาคเงินไปออกค่ายกันหน่อย" เสร็จแล้วเพื่อนคนนั้นก็ถือซองขาวเดินไปตามโต๊ะต่างๆของเพื่อนแต่ละคน จนมาถึงที่โต๊ะตัวที่ฉันนั่งอยู่ ฉันก็รู้สึกแปลกๆนะ ที่มีคนมาขอเงินเพื่อไปทำอะไรก็ไม่รู้ ที่ฉันไม่เคยรู้จักเลย แต่ฉันก็ให้นะ ฉันก็ถามเขาคนนั้นว่า "ออกค่ายที่ไหน? แล้วมันเป็นไง?" เขาก็บรรยายให้ฉันฟังใหญ่เลยว่าเป็นการทำกิจกรรมแบบหนึ่งที่จะออกไปทำนอกมหาวิทยาลัย และเป็นการทำเพื่อสังคม ซึ่งคราวนี้ก็ออกกันใกล้ๆที่ข้างมอนี่เอง และเขาก็ชวนฉันไปออกค่ายด้วย ฉันเองก็อยากไปนะ แต่ต้องกลับบ้านก่อนนี่สิ ก็เลยรับปากว่าจะไปแต่ขอกลับบ้านก่อน แล้วจะตามไปทีหลัง
   นั่นแหละที่ฉันได้มาอยู่ค่ายอาสาพัฒนา และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของค่าย และของชมรมไป ฉันก็รู้สึกนะว่าฉันเปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่สนใจหรอก ขอแค่มีคนเข้าใจฉัน และเป็นเพื่อนกับฉัน ฉันก็พอใจแล้วละ และที่ค่ายนี่เองทีเราได้พบกัน เธอจำได้ไหม วันแรกที่เราได้พบและรู้จักกันนะ ฉันจำไม่ได้หรอกนะ ฮ่าๆๆ แต่ฉันก็สะดุดตาที่เธอเหมือนกันนะ เพราะเธอเป็นคนสวย ผิวขาว ตัวเล็กๆ ดูอ่อนแอและบอบบาง ซึ่งไม่น่าจะมาออกค่ายที่มันทุรกันดารแบบนี้ได้ และเธอก็ยังยิ้มให้ฉันด้วยนะตอนนั้น ฉันงี้อายจนหลบหน้าหนีเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าเธอจะจำได้ไหมตอนนั้นนะ แต่ฉันว่าเธอคงจำฉันไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นพวกที่ใครเห็นแล้วมักจะลืมจนกว่าจะได้เจอกันอีกหลายๆครั้งโน่นแหละ บางคนยังเคยถามฉันเลยนะว่า "เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ" ฉันงี้อึ้งไปเลยนะ ฮ่าๆๆๆ ตลกเนอะ
   เอาละคุยกันต่อเหอะ ถึงไหนแล้วนะ อ้อ..ที่ค่ายนั้น เราได้ทำงานร่วมกันหลายๆอย่าง จนฉันรู้สึกทึ่งไปกับเธอเลยทีเดียว ว่าคนที่ดูบอบบาง อ่อนแอ อย่างเธอ จะเป็นคนที่เข้มแข็ง อ่อนโยน เป็นมิตรกับทุกคน จะทำงานได้ขนาดนั้น เพราะขนาดฉันเองยังไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้ดีเหมือนอย่างเธอไหม ครั้งแรกตอนที่เราได้คุยกันจริงๆจังๆ ก็ตอนที่เราได้ทำงานในฝ่ายเดียวกันแหละ อืมมมมม ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะเป็นฝ่ายวิชาการนี่แหละ ก็คนอื่นเขาเห็นฉันเป็นคนตัวเล็กๆ เลยให้มาทำงานด้านนี้น่าจะเหมาะกว่ามั้ง แต่ก็ดีละ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รู้จักกันนี่นา ในการทำงาน การคุยกัน เธอเป็นคนที่สอนให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง โดยที่เธอไม่รู้ตัวหรอก อย่างตอนที่เราไปให้ความรู้กับเด็กๆ แล้วมีเด็กคนนึงที่รีบวิ่งมาแล้วสะดุดล้มลงจนได้แผล คนนั้นไง ฉันเห็นฉันก็คิดว่าเดี๋ยวคงไปให้ใครใส่ยาให้กระมัง แต่เธอรีบวิ่งเข้าไปดูเด็กคนนั้น ปลอบโยนเด็กคนนั้นอย่างอ่อนโยน และก็อุ้มเด็กคนนั้นไปห้องพยาบาลด้วยตัวเธอเอง ฉันรู้สึกประทับใจเธอในตอนนั้นมากเลยนะ และยังมีคำพูดที่เธอชอบพูดอยู่บ่อยๆไง ฉันจำได้ขึ้นใจเลยนะ "นึกถึงคนอื่นบ้างสิ" ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจหรอกว่ามันจะให้นึกถึงยังไง เพราะฉันไม่เคยได้นึกถึง และใส่ใจใคร หรือมีใครมาใส่ใจฉันมาก่อนเลยไง และนี่แหละสิ่งที่ฉันขาดหายไปไง
   หลังจากค่ายนั้น เราก็ได้คุยกันมาตลอดเลยใช่ไหมละ เธอบอกว่าเธอมีเชื้อจีนเลยเป็นคนผิวขาว แต่ที่บ้านเธอก็สอนให้เธอเป็นคนที่รู้จักอดทน เห็นใจ ใส่ใจคนอื่นเสมอๆ และอีกหลายๆอย่างที่เราได้คุยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ชีวิตตอนนั้นฉันมีความสุขมากเลยเธอรู้ไหมว่าเพราะอะไร อิอิ ก็เพราะฉันมีเธออยู่ข้างๆนะสิ นั่นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ
   จนวันที่เธอเดินเข้ามาด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน และเธอก็บอกฉันว่า มีคนมาขอคบเธอเป็นแฟนนั่นแหละ ฉันก็รู้สึกแปลกๆ มันอึดอัด ปวดร้าว และเจ็บแปร๊บๆลึกๆในใจยังไงไม่รู้สิ ตั้งแต่วันนั้นเราเริ่มคุยกันน้อยลง ไปไหนมาไหนด้วยกันน้อยลง เธอก็ไปไหนมาไหนกับคนที่เป็นแฟนกับเธอมากขึ้น คุยกับเขามากขึ้น บางครั้งที่เธอมีปัญหากับเขาเธอมักจะมาเล่าให้ฉันฟัง และมาร้องไห้กับฉัน ฉันก็รู้สึกโกรธแค้นแทนเธอแต่ก็ช่วยได้เพียงแค่พูดปลอบใจเธอก็เท่านั้นเอง สุดท้ายเธอก็ไปคืนดีกับเขา ใจฉันก็ยิ่งรู้สึกเจ็บแปร๊บมากขึ้นๆทุกที จนในที่สุดฉันก็ได้เข้าใจว่าทำไม ก็จะทำไมเสียอีกละ ก็ "ฉันรักเธอ" ไง เพียงแต่ตอนนั้นฉันเองก็ไม่ประสากับเรื่องรักๆใคร่ๆพวกนี้เท่านั้นเอง
   ฉันเคยคิดนะว่าสักวันฉันจะบอกเธอถึงความในใจของฉันที่มีต่อเธอ แต่เธอนะชอบพูดแต่คำว่า "เราเป็นเพื่อนกัน ๆ" เธอรู้ไหมว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหนกับการได้ยินเธอพูดคำนี้ออกมา และมันทำให้ฉันต้องเก็บคำพูดที่ฉันจะพูดกับเธอไว้มาตลอดเลย โดยเฉพาะยิ่งตอนที่เธอเลิกกับเขา แล้วเธอก็ร้องไห้กับฉัน ฉันก็ได้แต่ปลอบใจเธอ และคิดอยู่ในใจว่า "ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่ทำให้เธอเสียใจอย่างนี้หรอก" แต่ก็ได้แค่นึกอยู่ในใจแหละ ฉันนะไม่กล้าที่จะพูดออกไปหรอก จนเธอค่อยๆดีขึ้น และลืมเขาได้ในที่สุด แต่เราก็ต้องจากกันเสียแล้ว เพราะเราต่างคนต่างก็เรียนจบและแยกย้ายกันไป
   ฉันไปเรียนต่อ ส่วนเธอก็ทำงาน เราก็ได้คุยกันมั่งบางครั้ง จนเวลาผ่านไปหลายปีเลยละ ฉันก็เรียนจบมาทำงานใกล้บ้าน และอยู่ๆเธอก็บอกฉันว่าเธอมาเรียนต่อจังหวัดใกล้ๆกับฉัน ฉันงี้ดีใจมากเลยนะ เพราะเหมือนกับว่าโอกาสที่ฉันจะได้เจอเธอบ่อยขึ้น และได้มีโอกาสที่ฉันจะได้บอกความในใจกับเธอก็คงมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน พอเอาเข้าจริงๆก็ไม่เป็นอย่างนั้น เธอยุ่งและวุ่นกับการเรียนของเธอ ส่วนฉันก็ยุ่งและวุ่นกับการทำงานของฉัน แต่เราก็โทรคุยกันตลอดเลยใช่ไหม จนเธอยังรู้สึกแปลกใจเลยนี่นา
   และแล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เธอก็ได้เจอใครอีกคน และเธอก็มาเล่าให้ฉันฟังอีกว่าเธอได้ตัดสินใจที่จะ "คบเป็นแฟน" กับเขาคนนั้น … ใจฉันงี้หล่นวูบ และเจ็บแปร๊บขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่ามันจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ความทรงจำและเรื่องราวเก่าๆของเรามันหมุนวนย้อนกลับมาอีกครั้ง ฉันมานั่งทบทวนตัวเองอีกหลายต่อหลายครั้ง จนฉันตัดสินใจว่า ฉันจะไม่บอกว่ารักเธอเพื่อที่จะเป็นคนรักของเธอละ เพราะฉันไม่อยากสูญเสียเธอไปแบบใครหลายๆคนที่เข้ามาเป็นคนรักของเธอ และพอเลิกกัน ก็ต่างคนต่างหายหน้าไปจากกันและไม่เคยพูดคุยหรือติดต่อกันเลยไง ฉันเลยจะเป็น "เพื่อน" กับเธอแค่นั้นก็พอ "เป็นเพื่อนที่ยิ่งกว่าแฟน" อย่างที่เธอว่าไง และฉันก็อยากจะบอกกับเธอนะว่า "ฉันดีใจ และยินดีที่มีเธอเป็นเพื่อน" …
 
คิดถึงเธอนะเพื่อนรัก
นายถั่วงอกของเธอไง
(^__________^)v
 
 
 
ปล. เรื่องนี้ผู้เขียนแต่งขึ้นเองจากความทรงจำที่ผสมปนเปกันไป รวมทั้งเพิ่มเสริมเติมแต่งใส่จินตนาการไปด้วย ถ้าท่านใดได้อ่านแล้วช่วยติชมให้ผู้เขียนด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ (^_____________^)v
 

Comments on: "ยินดีที่มีเธอเป็นเพื่อน" (5)

  1. เอ…..ผู้แต่งนี่เป็นพระเอกของเรื่องด้วยรึเปล่าคะ อิๆๆๆๆๆ แต่จบ แฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง เนอะ เอาอีกเอาอีกอ่ะ ชอบอ่าน

  2. พอนเดอริง said:

    "ซึ้งมากเรยอ่าพี่ซัน  ดีเนอะ  นั่นสินะ"
     
    "ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอ  …  ^^  … เพราะอย่างน้อยเราก้อไม่ต้องเลิกกัน"
     
    หากชีวิตนี้เกิดมาไม่ต้องเลิกกันก้อคงดี  บางครั้งการที่เราไม่คบใครเรยก้อดี  เหตุผลคงเพราะกลัวการพลัดพราก
     
    คนเราไม่กัวอะไรหรอกนะ  กัวตายเหรอ  ไม่กัวหรอก  เพราะมานคงเจ็บไม่นานเท่าไหร่
     
    แต่การพลัดพรากมานทำให้เราเจ็บ  และไม่พร้อมที่จะเจอการพลัดพรากอีก  ^^
     
    ^^  บางทีการมีเพื่อนที่ดี  ก้อดีกว่ามีแฟนเนอะ  ^^
     
    เนื้อเรื่องเขียนได้ดีมากค่ะ  แร้วจามาติดตามตลอดนะ ^^
     

  3. อ่านแล้วนะค๊า  ฮั่นแน่…….คิดถึงใครอ๊ะป่าว  ถึงมาเขียนเรื่องสั้นอ่ะค่ะ
     
    มานเหมือนนิยายที่มาจากชีวิตจริงเยย……หุหุ…..หวานซึ้งเชียวล่ะ
     
    แต่นู๋ว่านะ    ถ้ามีโอกาสได้บอกก้อน่าจาบอกความรู้สึกของเราออกไปบ้างนะ
     
    ถึงแม้…อาจไม่ได้รับความรู้สึกที่เราต้องการกลับมา
     
    แต่อย่างน้อย………ก้อได้บอกความรู้สึกที่เรามีออกไป
     
    แต่ก้อนั่นสินะ         ถ้าเป็นการบอกแล้วทำให้เค้าลำบากใจ
     
    ก้อเก็บไว้เองดีกว่า~~~~~หุหุ  
     
    "ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ แตมันคือแสนไกล ก้อเธอเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ยิ่งไม่มีสิทธิ์จะบอกไป"
     
    แหะๆๆๆๆ   นู๋ แอบส่งท้ายให้ 1 เพลง  อิอิ  สู้ๆนะคะ

  4. โอ้โฮ้! พี่ซันเขียนได้ซึ้งมากๆเลยเหมือนเป็นนักเขียนนิยายมืออาชีพเลยนะ
    คุณพี่พระเอกที่แสนดี แค่เห็นคนที่เรารักมีความสุข เราก็สุขใจแล้ว
    เรื่องจริงทั้งหมดเลยรึป่าวเนี่ย แล้วทุกวันนี้ไม่มีใครจะมาทำให้พี่ได้มีความรู้สึกดีๆแบบนี้อีกเหรอ?
     

  5. ได้อ่านแล้วนะค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าจะสอนเก่งแล้วยังแต่งเรื่องได้เก่งอีก….อะ อะ มีความหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่าถึงได้แต่งได้ดีขนาดนี้ เขาบอกว่าละครก็มาจากเรื่องชีวิตจริงใช่ไหมค่ะ…..การมีเพื่อนที่เข้าใจเป็นสิ่งที่ดีเพราะไม่มีอะไรที่จะยั้งยืนได้เท่ากับคำว่าเพื่อน…..เหงาก็คิดถึงเพื่อน…นอนไม่หลับก็คิดถึงเพื่อน…ทำการบ้านไม่ได้ก็คิดถึงเพื่อน…จะไปเที่ยวก็ไปชวนเพื่อน(ถ้าเพื่อนว่างนะอิอิอิ)….ถ้ามีคนที่รักและเข้าใจก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการเพราะเป็นกำลังใจให้เราก้าวไปอย่างมีความหวังและมีความสุข…แต่ก็อีกนั้นละก็แล้วแต่พรหมลิขิต….สุดแต่ฟ้าจะกำหนด…. ถึงเวลามันก็จะผุดขึ้นมาเองเหมือนดอกเห็ดไงฮิฮิ….

ฝากคอมเมนต์ หรือคำแนะนำให้ด้วยนะครับ ^^

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: