TheSunR19 on WordPress

หลังจากการเดินทางไปอุ้มผาง จ.ตากเมื่อวันที่ 26 ก.พ.51 และกลับมาวันที่ 2 มี.ค. 51 มีเรื่องราวมากมายเหลือเกิน …

วันแรก – ออกเดินทาง
ก่อนการเดินทางยังคงกังวลอยู่เล็กน้อย เพราะเป็นการเดินทางไปสถานที่ที่ยังไม่รู้จัก และไม่เคยไป … แต่พอวันเดินทาง (26 ก.พ.) ทุกอย่างก็พร้อม … พวกเรา (กระผม พี่นิ ฉัตร ดาว เกด แน่ง มาม่า และชุ-นิสิตปี 4 ชีวฯ) ออกเดินทางกันแต่เช้า 6.00 น. ล้อหมุน แต่กว่าจะได้เดินทางจริงๆก็ปาเข้าไปสัก 7 โมงกว่า… วันแรกของการเดินทางพวกเรามาถึง บขส.ตากประมาณก่อนเที่ยงเล็กน้อย เพื่อรอรับเพื่อนร่วมทางอีกคนที่เดินทางมาจากเชียงราย (หน่อย) และออกเดินทางจากตัวเมืองตากเข้าสู่อำเภอแม่สอดก่อนเป็นออเดิฟ กับเส้นทางขึ้นๆลงๆเขาแบบเด็กๆ .. และมาถึงตัวอำเภอแม่สอดประมาณบ่ายโมงก็แวะเติมน้ำมันและทานข้าวกัน … ซึ่งตอนนี้มีครูจากโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมมารอรับอยู่แล้วด้วยรถยนต์ของโรงเรียน มีครูอลงกต และครูหนึ่ง หลังจากทานข้าวกันเสร็จก็ออกเดินทางโดยครูหนึ่งขับรถโรงเรียน และระบายสัมภาระที่บรรทุกมาใส่รถโรงเรียน และทุกคน ยกเว้น ผม พี่นิ และฉัตร นั่งรถผมโดยให้ครูอลงกตเป็นคนขับ จากแม่สอดสู่อุ้มผาง กับ 1219 โค้ง

พวกเราออกเดินทางจากแม่สอดมาประมาณบ่ายโมงครึ่ง และแวะพักที่จุดพักรถใกล้ๆกับศูนย์(หมู่บ้าน)ผู้อพยพ ที่ส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยง ม้ง และพม่า ที่ข้ามเขตเข้ามาอาศัยและทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย พวกเราแวะพักดื่มกาแฟกันประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ออกเดินทางข้ามเขาต่อเพื่อไปยังโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม … และมาถึงโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมประมาณ 17.30 น. เบ็ดเสร็จแล้วพวกเราเดินทางจากแม่สอดสู่โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกับเส้นทาง "ถนนลอยฟ้า" ระยะทาง 250 กิโลเมตร ผ่าน 1219 โค้ง!!!

พอไปถึงเด็กๆกำลังทานข้าวเย็นกัน พวกเราก็เข้าไปคุยกับรองผอ.สักพัก รอรถอีกคันที่มาถึงช้ากว่าหน่อย (เพราะมัวแต่จอดแวะให้น้องๆ 2 คนให้อาหารสัตว์แถวๆข้างทางอยู่ เหอๆๆๆ ชุกะแน่ง คนละกี่รอบนะ จำได้ปะ หุหุ) และทางโรงเรียนก็เชิญให้พวกเราไปทานข้าวร่วมกับเด็กๆ วันแรกก็ยังเกรงๆและเขินๆอยู่บ้าง จากนั้นก็ให้พี่นิที่เป็นหัวหน้าทีมพูดคุยกับเด็กๆแป๊ปนึง พวกเราก็ขอตัวเข้าที่พักที่ ตูกะสู คอจเทจ รีสอร์ท โดยพวกเรา 7 คนไปพักที่ตูกะสู ส่วนหน่อย (ได้รับการแจ้งว่ากลายเป็นคนในพื้นที่ไปแล้ว) กะมาม่า พักที่โรงเรียน … วันนี้ถือว่าเหนื่อยกับการเดินทางจริงๆ แต่ก็นอนพลิกไปพลิกมา เหมือนกับแปลกที่ด้วยมั้ง …

วันที่สอง – เก็บตัวอย่าง และเตรียมอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้า เพื่อออกไปเก็บตัวอย่างที่ดอยหัวหมด แต่สุดท้ายก็เลยไปเก็บแถวๆ กม.14 ซึ่งก็ได้ถ่ายรูป และเห็นหมีโคล่าพันธุ์ใหม่ด้วยบนต้นไม้ 555+มีหมีหน่อยกะหมีเกด ปีนต้นไม้เก่งจริงๆ หุหุ ตอนบ่ายพวกเราก็มาเตรียมอาหารเลี้ยงสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่จะทำการอบรมให้กับทางโรงเรียนในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.) และจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ด้วย เพิ่งรู้ว่าอาหารเลี้ยงเชื้อมีกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยากเหมือนกันแฮะ (ในสายตาคนที่ไม่เป็นเลย) แต่ก็น่าสนุกดี โดยมีการผสมสัดส่วนของอาหารที่หาง่ายๆ เช่น น้ำมะพร้าว เบส (เพื่อปรับ pH ของน้ำ) มันฝรั่ง (มีสารอาหารสำหรับกล้วยไม้) วุ้นผง และการเตรียมขวดก็ต้องล้างให้สะอาด หลังจากนั้นก็ต้มอาหารแล้วเอามาเทใส่ขวด โดยให้สูงจากก้นขวดประมาณ 2 เซ็น แล้วจึงปิดปากขวดด้วยสำลี และเอาพลาสติกปิดอีกทีนึง จากนั้นก็เอาไปต้มในหม้ออัดแรงดัน (เรียกว่าการเอาไปเคลบ) เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ แล้วก็ทิ้งไว้ให้เย็นจนเป็นวุ้น ก่อนที่จะเอาไปเพาะกล้วยไม้ได้ … วันนี้ก็เตรียมกันตั้งแต่บ่าย (กลับจากเก็บตัวอย่าง) กับขวดประมาณ 3 – 4 ร้อยขวด … 4 ทุ่มกว่าก็ยังมะเสร็จ โอ้ววววววว แม่เจ้า…ก็เลยต้องกลับกันก่อน … อ้อ … วันนี้ยังได้ทำวุ้นมะพร้าวเลี้ยงเด็กๆชาวม้งและกะเหรี่ยงที่พักอยู่ที่หอพักของโรงเรียนด้วย โดยให้เด็กทานหลังจากทานข้าวเย็นแล้วเป็นขนม รู้สึกดีมากเลยเมื่อเห็นเด็กๆได้กินวุ้นมะพร้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยเด็กบางคนบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยได้กินวุ้นมะพร้าวนี่แหละ … ฟังแล้วก็อดทึ่งและก็สงสารไม่ได้แฮะ … เพราะเด็กที่มาอยู่หอพักของทางโรงเรียนมีฐานะยากจน และอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก บางคนบ้านอยู่ไกลเกือบ 200 กม.จากโรงเรียน!!! 

เหนื่อยเหลือเกิน … คืนนี้หลับสนิทกว่าเมื่อวานแฮะ …

วันที่สาม – อบรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้
วันนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้าอีกละ … เพราะต้องรีบไปเตรียมการเคลบต่อให้เสร็จและไปจัดอบรมให้เด็กๆ (ม.ปลาย) และชาวบ้านที่สนใจด้วย ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดสถานที่ในห้องประชุมเล็กสำหรับพิธีเปิด และการบรรยายในช่วงแรกโดยพี่นิ ก่อนจะย้ายมาที่ห้องปฏิบัติการชีววิทยาของทางโรงเรียน เพื่อทำการฝึกให้เด็กๆได้ทำการเตรียมอาหารเลี้ยงกล้วยไม้ และเพาะเนื้อเยื่อกล้วยไม้ได้ ในขณะที่อีกห้อง ดาว เกด แน่ง ชุ ก็ทำการเคลบอย่างต่อเนื่อง … งานนี้มีเด็กๆเข้าร่วมประมาณ 60 คนได้ และมีทั้งเด็กหอ และไม่ใช่เด็กหอ ซึ่งทุกคนก็ทำอย่างสนใจและตั้งใจ

หลังจากครึ่งวันแรกสำหรับการเตรียมอุปกรณ์และอาหารสำหรับเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้เสร็จ ก็ได้เวลาทานข้าวเที่ยงโดยทางพี่นิได้สั่งข้าวกล่องมาให้ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคนด้วยเด็กๆก็ทานข้าวอยู่เป็นกลุ่มๆ ตรงระเบียงทางเดินของอาคารปฏิบัติการ เห็นแล้วให้นึกถึงตอนเด็กที่ได้นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันกับเพื่อนๆ … ส่วนพวกเราก็นั่งทานข้าวกันในห้องโดยมีผอ.สมประสงค์ มั่งอะนะ และรองผอ.มานั่งทานและพูดคุยกับพวกเราด้วย … หลังจากทานข้าวเสร็จก็มีผมกับฉัตรที่นั่งคุยกับผอ.ต่อถึง 3 ชม.! (คนอื่นไปจัดอบรมในรอบบ่ายต่อ) ซึ่งผอ.เขาก็มีเรื่องเล่าให้ฟังเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของการไปตามเด็กตอนปิดเทอมใหญ่ เพราะบางหมู่บ้าน พ่อแม่ของเด็กกะเหรี่ยง หรือเด็กม้งที่มาเรียน จะไม่อยากให้ลูกมาเรียน เพราะกลัวว่าจะขาดคนช่วยงาน บางทีก็มีการเอาลูกไปซ่อนเมื่อเห็นผอ.ไปหาที่บ้านด้วยขนาดน้านนน … หรือมีเด็กบางคนที่ไม่อยากเรียน ถึงขั้นกินยาฆ่าตัวตายก็มี (แต่สุดท้ายก็ช่วยไว้ได้) ผอ.ยังเล่าอีกว่าบางหมู่บ้านของกะเหรี่ยง (หรือม้งไม่แน่ใจ) มีประเพณีที่ชายหนุ่มสามารถมีเมียได้ 4 คน (เหมือนอิสลามเลย) และเมียต้องไปอยู่บ้านผู้ชายเพื่อไปปรนนิบัติพัดวีให้กับพ่อแม่ผู้ชาย นอกจากนั้นยังต้องคอยดูแลเมียคนก่อนๆ ตามลำดับด้วย และยังต้องไปช่วยงานที่ไร่ด้วย ส่วนผู้ชายก็ … อยู่บ้านเลี้ยงลูก!? อะไรเนี่ยยยย … และยังมีอีกว่าถ้าฝ่ายหญิงไม่สนใจ ฝ่ายชายก็สามารถ "ฉุด" ได้ ใช่ครับ ฉุดได้ และเอาไปอยู่ให้ผ่านพ้นไปคืนนึงก่อน แล้วพ่อแม่ผู้หญิงก็จะจำหน่ายว่าลูกสาวเสีย(ความสาว)แล้ว และจะไม่สนใจตามหาอีก พูดง่ายๆก็คือ ยกให้ผู้ชายไปเลยนั่นเอง แล้วหลังจากนั้นอีก 2-3 วันผู้ชายก็ค่อยพาไปขอขมา … และผอ.บอกว่าปีที่ผ่านมา ผอ.เสียลูกศิษย์ผู้หญิงไปกับประเพณีนี้ถึง 2 คน อย่างน่าเสียดาย (ซึ่งเด็กไม่เต็มใจและอยากมาเรียนต่อ) … ไม่น่าเชื่อว่ายังมีประเพณีแบบนี้อยู่อีกเนอะ … นอกจากนี้ ผอ.ยังได้เล่าเรื่องอีกตั้งหลายเรื่อง … จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเที่ยง จนถึงบ่ายสอง ผมกับฉัตรก็ขอตัวไปดูการอบรม (ผมทำหน้าที่ช่างภาพสำหรับงานนี้ขอรับ)

จนกระทั่งเสร็จการปฏิบัติ ก็พากันไปยังห้องที่ทำพิธีเปิด เพื่อมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่เข้าร่วมการอบรม และปิดงาน … เสร็จงานแล้วก็มาเคลียร์ของ แล้วครูอลงกตก็พาไปบ้านลุงดาบที่มาอบรมตอนเช้า เพื่อไปดูสวนกล้วยไม้ของลุงดาบ ซึ่งมีกล้วยไม้หลายพันธุ์มาก สวยๆทั้งน้านนน …

เย็นนี้ก็ไปทานข้าวกับเด็กๆอีก แต่คราวนี้พวกเราแต่ละคนก็ถูกเด็กๆดึงตัวไปนั่งด้วยในแต่ละโต๊ะ และร่วมกันข้าว และพูดคุยกับเด็กๆ และวันนี้พิเศษกว่าทุกวัน เพราะว่ามีงานเลี้ยงส่งพี่ๆชาวหอชั้นม.6 ที่เรียนจบการศึกษาแล้ว โดยให้เด็กหอแต่ละคนใส่ชุดประจำเผ่าของตัวเองมาร่วมทานข้าวด้วยกัน และให้ตัวแทนของแต่ละชั้น (ม.1 – ม.5) ออกมาพูดกับพี่เป็นภาษาถิ่น ทั้ง ม้ง กะเหรี่ยง พม่า และมีคนแปลให้เสร็จสรรพ … วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เด็กๆได้ทานอาหาร และมีขนมทาน … ปกติก็จะมีแค่ข้าวกับกับข้าวสองอย่าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นต้มหรือแกงผักใส่เนื้อ 1 – 2 ชิ้น เท่านั้น นอกเสียจากว่าจะมีผู้ใจบุญทำบุญวันเกิดโดยเลี้ยงอาหารเด็กหอทั้งหมด ก็จะมีอาหารหรือขนมเพิ่มเข้ามา …

คืนนี้ก็หลับสนิทเช่นเคย

วันที่สี่ – ทีลอซู และกะละหว่อ
วันนี้ตื่นสายได้ เพราะเสร็จงานแล้ว (แต่ก็ยังเช้าอยู่ดี) พวกเราก็ไปทานข้าวกันในตลาด(ห้าแยก) ในตัวอำเภออุ้มผาง และแวะไปโรงเรียนเพื่อเดินทางต่อไปยังน้ำตกทีลอซู โดยให้ครูหนึ่งเป็นคนขับรถกระบะ4×4 ของโรงเรียนพาไป … รถกระผมก็ให้มาม่าและหน่อยพาเด็กๆไปเก็บตัวอย่างที่ดอยหัวหมด ซึ่งสองคนนี้ได้รับการถือว่าเป็นคนในพื้นที่เรียบร้อยแล้วจึงไม่อยากจะไปเที่ยวน้ำตกทีลอซูกะพวกเรา

การเดินทางวันนี้มีเด็กๆไปเที่ยวกับพวกเราอีก 4 คน … พวกเราออกเดินทางประมาณ 9.30 น. โดยที่เส้นทางก็มีทั้งขึ้นเขาลงเขา วนซ้าย วนขวา พอไปถึงได้ครึ่งทาง(ทางเข้า) เป็นที่ทำการที่ต้องชำระค่าเข้ากันก่อน แล้วก็เดินทางต่ออีกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร แต่เป็นทางดินแดง แถมยังเห็นรถติดหล่มด้วย เพราะเมื่อวานเย็นมีฝนตกทำให้ทางลื่นและเป็นหล่มโคลนเป็นบางจุด พวกเราไปถึงน้ำตกทีลอซูก็สัก 11 โมงได้ โดยที่มีคนเมารถอีกแล้วครับท่าน เหอๆๆ ไม่ต้องบอกนะว่าใคร หุหุ … จากที่จอดรถพวกเราก็ต้องเดินเท้าชมทิวทัศน์สู่น้ำตกทีลอซูอีกประมาณ 1.5 กม. ซึ่งทางตอนนี้ทางอุทยานได้ทำเป็นทางปูนจนถึงน้ำตกแล้ว จึงเดินไปสบายๆ เดินไปถ่ายรูปไป กว่าจะไปถึงน้ำตก ก็ถ่ายรูปน้ำตกจนหนำใจ สักพักพวกเราก็เดินทางกลับ มาถึงโรงเรียนก็สักบ่ายสองโมงกว่าๆได้

กลับมาถึงโรงเรียนก็แพ็คของ(อบรม)เตรียมไว้ แล้วเย็นนี้ครูกานและหน่อยก็ชวนพวกเราไปเลี้ยงข้าวเด็กกะเหรี่ยงในหมู่บ้านกะละหว่อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านนอกเขตไทย อยู่ในเขตแดนประเทศพม่า เส้นทางก็ห่างจากโรงเรียนประมาณ 30 กม. ได้ โดยทางแยกจากถนนหลักอ้มผาง-แม่สอดเข้าไปประมาณ 3 กม. เป็นทางลูกรัง สุดแสนขรุขระ และเป็นหลุมเป็นบ่อ เพราะฝนที่ตกไปเมื่อวาน … ข้ามเขตแดนไปก็เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับเขตแดน บ้านส่วนใหญ่ทำจากฟากไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยใบตองตึง แต่มีเพียงสองสามหลังที่ดูมีฐานะหน่อย (รวมบ้านของผู้ใหญ่บ้านด้วย) จะเป็นบ้านไม้และมุงกระเบื้อง …

พวกเรามาถึง (มีรถครูกานกับรถกระผม) ก็เตรียมปรุงอาหารเลี้ยง (มาม่าต้มใส่ผัก) โดยแจกขนมและส้มกับเด็กๆในหมู่บ้าน ระหว่างเตรียมด้วย ก็มีเด็กมากันเยอะแยะเต็มไปหมดเลย โดยที่ทุกคนในหมู่บ้านพูดไทยไม่ได้ เลยต้องมีเด็กที่ไปด้วยเป็นล่าม (พูดภาษาพม่าได้) นอกจากนั้นยังได้มอบเสื้อผ้า ซึ่งได้มาจาก บ.ไร่ส้ม ผ่านทางจอย วีณา แก้วมรกต มาให้ด้วย โดยมอบให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนรับมอบ

เด็กๆก็รอมาม่าต้ม อย่างใจจดใจจ่อ พวกเราเลยนำน้ำหวาน เฮลบลูบอยผสมกับน้ำเปล่าในถังน้ำแข็ง แล้วแจกเด็กไปพลางๆก่อน ซึ่งเด็กๆก็พากันเอาแก้วพลาสติกบ้าง กะละมังใบเล็กบ้าง ขันตักน้ำบ้างก็มีมารับ และดื่มกินอย่างอร่อย พอมาม่าต้มได้ที่ เด็กๆก็พากันต่อแถวยาวเหยียดเลย เพื่อรับมาม่าต้ม (หลายคนอาจจะมองว่าเป็นแค่มาม่าต้มเอง แต่สำหรับเด็กๆตามสายตาที่ผมเห็น เป็นเหมือนอาหารที่เอร็ดอร่อยมากเหลือเกิน เพราะจากที่เห็น เกือบทุกบ้านจะมีฐานะยากจน เสื้อผ้าที่ใส่ก็เก่า เลอะเทอะไปหมด) หลังจากรับมาม่าแล้วเด็กๆก็ไปนั่งทานกันเป็นกลุ่มๆอย่างเอร็ดอร่อย (ดูรูปด้วยก็ได้นะครับ) พอมาม่าหมด เด็กก็มาเติมน้ำหวาน และรับส้ม ในขณะนี้ก็เริ่มมืดแล้ว และพวกเราจึงได้สังเกตเห็นว่าหมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็มีเพียงเครื่องปั่นไฟฟ้าเพียงไม่กี่บ้านเท่านั้นเอง … สักพักพวกเราก็เก็บของ และเดินทางกลับ โดยวันนี้ครูกานก็ชวนพวกเราไปทานข้าวที่บ้านครูกาน โดยที่พวกเราก็ไปช่วยครูกานทำอาหารเย็นทานร่วมกันด้วย … คืนนี้ก็กลับไปหลับอย่างมีความสุข …

วันที่ห้า – ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันออก กับบ้านครูซัน
เช้าวันนี้ตื่นสายหน่อย เช้าๆอากาศมันเย็นๆอยู่เลยนี่นา … ตอนแรกวันนี้จะเป็นวันเดินทางกลับ แต่ก็เปลี่ยนแผนกลับพรุ่งนี้กัน ดังนั้นวันนี้พวกเราเลยจะไปเดินเที่ยวกันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันออก ซึ่งได้รับการยกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย … พวกเราไปกับเด็กๆหออีกสิบกว่าคนได้ และคนขับคราวนี้เป็นมาม่า พวกเราไปถึงก็เกือบๆเที่ยง แต่ก็ต้องอยู่รอเจ้าหน้าที่เขตพักเที่ยงก่อน…ตอนแรกก็เซ็งๆกันไปตามๆกัน แต่พอเจ้าหน้าที่มาและพาพวกเราเดินตามทางชมธรรมชาติก็ถึงได้เข้าใจ เพราะมันจะมีทางด่านสัตว์ที่ฝูงช้างป่าเดินลัดป่ามาเป็นทางเลย ซึ่งถ้าใครไม่รู้เดินหลงเข้าไปก็จะทำให้หลงป่าได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงต้องมีเจ้าหน้าที่เขตฯนำทางด้วยนั่นเอง

สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาตินี้ ไม่ค่อยมีอะไรให้ชมมากนัก (ไม่ใช่ฤดูนกหรือดอกไม้ออกดอก) ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นต้นใม้ใหญ่ ทางด่านสัตว์ (ทางเดินที่เกิดจากฝูงช้างเดินลัดป่ามาเป็นทาง) โดยมีร่องรอยของสัตว์ที่ทิ้งไว้ด้วย เช่น ขี้ช้าง รอยเท้า และต้นไม้ที่ถูกกวางเอาเขามาถู เป็นต้น และมีนก ซึ่งเหมาะมากสำหรับใครที่ชอบดูนกมาก เพราะเจ้าหน้าที่เขตฯบอกว่ามักจะมีนกย้ายถิ่นมาอยู่เป็นประจำ และมีนกอยู่หลายพันธุ์มาก … พอเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2 กม.เสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเรามาดู หมีควายน้อย สองตัวที่ได้รับมาจากชาวบ้าน ซึ่งได้เลี้ยงไว้ใกล้ๆกับบ้านพักของเจ้าหน้าที่เขตฯ พวกมันดูน่ารักมากเลย (ดูรูปเอาละกันนะว่าขนาดไหน) แล้วพวกเราก็เดินทางกลับ ถึงโรงเรียนประมาณบ่ายโมงได้

หลังจากเก็บของเรียบร้อย พวกเราก็ไปถ่ายรูปกับป้าย "ผู้พิชิต 1219 โค้ง" ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการกรมอุตุของอุ้มผาง … แล้วไปซื้อของฝาก และส่งไปรษณียบัตรกันที่ร้านขายของฝาก "บ้านครูซัน" ขณะนั้นเอง … ดาวก็บอกให้ผมไปดูรถ … โอ้วววววววววววว แม่เจ้า … ยางรั่วจนแบนเลย -*-! เกิดไรขึ้นฟะเนี่ยยยยยย … พอไปคุยกับพี่นิ พี่เขาก็โทรหามาม่า ให้มาเปลี่ยนยางอะไหล่ให้ ก็มีครูโรงเรียนอุ้มผางมาด้วยอีก 4-5 คน ซึ่งแต่ละคนกำลังจะเดินทางไปยังเขตเลือกตั้ง เพราะต้องไปเฝ้าเขตเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) แต่ระยะทางและหนทางมันไปลำบาก จึงเตรียมเดินทางกันตั้งแต่เย็นนี้ … ครูและมาม่าก็ช่วยกันเปลี่ยนยางอะไหล่ แล้วก็ขับไปปะยางกันที่โรงเรียน เพราะทางโรงเรียนก็มีเครื่องมือสำหรับปะยางอยู่แล้ว เพราะเวลาที่ไปตามเด็กก็ต้องเตรียมเผื่อไว้สำหรับยางรั่วด้วย และก็ยังเป็นการฝึกอาชีพให้กับเด็กๆที่อยู่หอด้วยเช่นกัน … งานนี้ก็ต้องขอขอบคุณมาม่า และครูของโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมทุกคนที่มาช่วยเหลือนะคร๊าบบบบบบบบ … เย็นนี้พวกเราก็เก็บของที่แพ็คไว้ใส่กระบะท้าย เพื่อเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ … เย็นนี้ทานข้าวกับเด็กอีกมื้อหนึ่งก่อนกลับ … โดยวันนี้พิเศษอีกวันเพราะมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครและอาจารย์ ได้มาจัดแคมป์คณิตศาสตร์ที่โรงเรียน ก็มีนักศึกษามาพักในโรงเรียนอีก 80 คน มาทานข้าวร่วมกับเด็กๆด้วย วันนี้ก็เลยครึกครื้นอีกวัน แต่วันนี้เด็กก็น้อยลงเพราะเด็กบางคนเดินทางกลับบ้านไปแล้ว

วันนี้ยังได้รู้จักเด็กน้อยคนหนึ่งที่พูดเก่งมากกกกก และเป็นเหมือนจุดรวมความสนใจของพวกเราทุกคนคือ มึเลเล เป็นเด็กกะเหรี่ยงที่พูดมาก พูดเร็ว โต้ตอบตลอด ร่าเริงตามประสาเด็กๆ พวกเราทุกคนเห็นแล้วก็รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย … (^_________^)

วันที่หก – เดินทางกลับ
เช้าวันนี้ตื่นกันเช้าหน่อย เก็บข้าวของ และถ่ายรูปกับพี่อู๊ดดี้ เจ้าของตูกะสูคอจเทจ ซึ่งพี่เขาเป็นคนหนึ่งที่เล่นกล้วยไม้ จึงคุยกันถูกคอกับพี่นิ และหลายๆคนที่เล่นกล้วยไม้ด้วยกัน … แล้วก็ไปทานข้าวที่ร้านประจำในตลาดอุ้มผาง ก่อนไปรับหน่อยและมาม่าที่โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ขากลับให้มาม่าเป็นคนขับข้ามเขามา ขากลับชุกะแน่งเตรียมพร้อมกว่าตอนมา เพราะทานยาแก้เมารถไว้ก่อน งานนี้เลยไม่ได้แวะให้อาหารสัตว์ข้างทางเลย … ถือว่าประสบความสำเร็จนะชุ แน่ง อิอิ … พวกเราออกจากโรงเรียนประมาณ 8.30 น. โดยมีผอ.มาส่งพวกเรา กับเด็กๆอีก 4 – 5 คนรวมทั้งมึเลเลด้วย แล้วก็ถ่ายรูปกับผอ.ก่อนกลับด้วย … งานนี้เดินทางมาพ้นเขตภูเขาเข้าสู่อำเภอแม่สอด ก็เกิดเหตุอีก (จริงๆก็เกิดตั้งแต่ช่วงลงเขาช่วงสุดท้ายแล้ว) คือกระเป๋าที่แพ็คไว้ร่วงครับท่าน เลยจอดมัดใหม่ แต่พอออกรถได้สักพัก ก็เกิดเหตุการณ์ "กระเป๋าบิน" เพราะเชือกที่มัดกระเป๋าไว้มันรูดครับท่าน… กระเป๋าบินผ่านไป 2 ใบ และร่วงลงมาทับเกดกะดาวที่นั่งอยู่กระบะท้ายด้วยกันจนสองคนขยับไม่ได้ … งานนี้ก็ต้องรัวทุบกระบะท้ายให้มาม่าหยุดรถ และไปเก็บกระเป๋าละครับ … ใบหนึ่งของกระผมเอง-ตอนแรกนึกว่าไม่ใช่ -*-" ส่วนอีกใบเป็นของหน่อยครับ งานนี้เจ้าตัวบอกว่ามีโน๊ตบุ๊คอยู่ในกระเป๋าด้วย!!! พอไปเก็บกระเป๋ามาเท่านั้นแหละ เจ้าหน่อยที่ดูร่าเริงและพูดมากก็เดินปาดน้ำตาเดินกอดกระเป๋ามาที่รถเลยครับงานนี้เลยเกิดการล้อกันว่า "โน๊ตบุ๊คอะไรบินได้" ขึ้นมา เหอๆๆๆ … แล้วพวกเราก็เดินทางกันต่อโดยไม่มีเหตุอะไรอีก จนกลับมาถึงหน้ามอนอพะเยาก็ประมาณสองทุ่มได้ … เลยแวะไปทานข้าวกันก่อนไปส่งดาวกับเกดที่หอ และแวะส่งหน่อยที่หอพี่หน้ามอ ส่วนแน่งกับมาม่ามีคนมารับกลับและแยกกันไปก่อนแล้ว ส่วนพี่นิกับฉัตรกระผมก็ไปส่งที่หอในมอเรียบร้อย … ส่วนหน่อยบอกตอนหลังว่าโน๊ตบุ๊คยังคงบู๊ตได้ ที่หลุดก็มีเพียงตัวไดร์ฟดีวีดีเท่านั้น และจะเอาไปเช็คที่ศูนย์ที่เชียงราย (ตอนหลังบอกไม่มีปัญหา … เฮ้อ … ดีใจด้วยนะแก)

เรื่องราวยาวววววววววววมาก ก็ขอขอบคุณทุกๆคนที่ช่วยให้ผมได้รับประสบการณ์ที่ดีดีในครั้งนี้ ถ้าคราวหน้าได้ไปหรือจะไปอีก ใครจะไปด้วยก็บอกนะครับ เผื่อว่าทริปหน้าจะได้เดินทางไปด้วยกัน (^___________^)

 

Comments on: "อุ้มผาง ตาก" (3)

  1. ละเอียดมาก ขอบใจราชัญที่ทำให้ สามารถรำลึกเหตุการณ์ระหว่างเดินทางได้อย่างละเอียด
    คราวหน้าไปด้วยกันอีกเน้อ

  2.   จากที่ได้อ่านเรื่องราวของอาจารย์ซันและคณะที่ทำมาเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและนับถือมากเลยเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้กับเด็กน้อยที่รอความช่วยเหลือยอมรับว่าท่านมีความเป็นครูอย่างมาก และอยากจะบอกว่าทำให้ตัวเองได้หวนคิดถึงวันเวลาเก่าๆที่เคยเป็นครูโรงเรียนชนบทมาก่อน  เห็นเด็กๆที่ทานมาม่าแล้วทำให้คิดถึงลูกๆที่โรงเรียนบ้านใหม่วังตะเคียน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่บนเขาบนดอยแต่สภาพครอบครัวมันก็ไม่แตกต่างกันเท่าไร กับเด็กที่อยู่พื้นราบที่ทางบ้านมีฐานะยากจน 30 กว่าชีวิต เราต้องรับผิดชอบพวกเขาในการดูแลเมื่อเขาอยู่โรงเรียน อาหารที่เราทำให้พวกเขาทานก็มาม่านี้แหละ ช่วง 2 ปีที่เราอยูกันกับเขา  มันเป็นความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลยแต่เป็นความทรงจำที่ประทับใจและมีความผูกพันกับพวกเขามากและไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะได้เคยทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในเวลาเดียวกันคือหน้าที่ รักษาการผอ.ซื่งเราต้องรับผิดชอบทุกอย่าง หรือแม้กระทั้งหน้าที่เป็นแม่ครูของเด็กๆ สิ่งที่เด็กมอบให้เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่เขามอบให้เราด้วยใจ ตั้งใจไว้ว่าจะกลับไปหาพวกเขาอีก  อยากจะบอกว่าเรื่องราวที่เล่ามานั้นทำให้ได้เห็นภาพมากเลยและได้เห็นภาพสวยๆด้วยถึงแม้ว่าตัวเราเองจะไม่ได้สนิทกับท่านมากแต่ก็ต้องขอบคุณที่ได้เขามารับรู้เรื่องราวกิจกรรมที่มีประโยชน์นี้  ขอบคุณค่ะ ขอให้ดำเนินกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อไปเรื่อยนะ ถ้ามีโอกาสได้ช่วยเหลือก็บอกนะยินดีเสมอ……

  3. คุณซันและคณะฯ เป็นกลุ่มที่ชอบทำกิจกรรมจริง ๆ นะค่ะ น่าชื่นชมที่ช่วยกันทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม ….ขอให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ นะค่ะ

ฝากคอมเมนต์ หรือคำแนะนำให้ด้วยนะครับ ^^

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: